การเสวนา หัวข้อ “Smart Farm เปลี่ยนเกษตรไทยสู่เกษตรอัจฉริยะ”

เผยแพร่เมื่อ 7 ส.ค. 2016

เปิดตัว “Startup Thailand & Digital Thailand” บุก 3 หัวเมืองใหญ่ เหนือ-อีสาน-ใต้ – เชียงใหม่, ขอนแก่น, ภูเก็ต!!

โพสท์ใน Smart Agriculture | ใส่ความเห็น

With $100M In Funding, Carbon3D Will Make 3D Manufacturing A Reality

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

What Makes the Internet of Things (IoT) Work (SlideShare)

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

The Internet of Things could change your life, they change simple homes into smart homes, from simple offices into smart office, everything from your lighting to your door locks can be controlled from your smartphone

slide0

slide1

slide2

Internet-Of-Things made easy!  Just follow us and do it yourself!
Visit …..
www.facebook.com/Xibor9
www.xibor-g.com

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

อินเทลเผยเส้นทางเทคโนโลยีปี 2015 กับแนวคิด Internet of Things

20 Nov 2014

ปี 2557 ที่ผ่านมานี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จสำหรับอินเทลและอุตสาหกรรมไอทีในภาพรวม โดยที่ตลาดในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรอบตัวเรา ทั้งในด้านที่สัมผัสได้โดยตรงอย่างศักยภาพของอุปกรณ์ที่เราพกพาและเครือข่าย Internet of Things (IoT) และด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้งานอยู่เบื้องหลัง ซึ่งล้วนแล้วแต่นำพาเราให้ก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่หลากหลายเทคโนโลยีทำงานประสานกันเป็นหนึ่ง

และเพื่อเป็นการส่งท้ายปี 2557 เราจะนำท่านย้อนไปทบทวนสิบเหตุการณ์สำคัญในรอบปีที่ผ่านมาของอินเทล ดังต่อไปนี้:

1. อินเทลตั้งเป้าหมายการส่งมอบแท็บเล็ตที่ใช้ อินเทล® อะตอม™ โปรเซสเซอร์ 40 ล้านเครื่อง

ในปี 2557

นายไบรอัน เคอซานิทช์ ซีอีโอของอินเทล ได้เปิดศักราชใหม่ในงานคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ โชว์ (CES) ด้วยการประกาศเป้าหมายอันท้าทายที่จะส่งมอบแท็บเล็ตที่ใช้หน่วยประมวลผลของอินเทลออกสู่ตลาดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 40 ล้านเครื่องในปี 2557 นี้ ซึ่งเป็นยอดที่สูงกว่าในปีก่อนหน้าถึง 30 ล้านเครื่อง ถึงแม้ว่าเป้าหมายใหม่นี้จะสูงกว่ายอดเดิมอย่างมาก แต่อินเทลก็กำลังจะประสบความสำเร็จได้ตามเป้า ด้วยนวัตกรรมด้านการพัฒนาหน่วยประมวลผลแบบ System-on-a-Chip (SOC) รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและการลงทุนเพื่อสนับสนุนศักยภาพในการพัฒนามากมาย เช่น การเปิดศูนย์นวัตกรรมสมาร์ทอุปกรณ์ของอินเทลในเสิ่นเจิ้น ประเทศจีน และการลงทุนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในกองทุนเพื่อการพัฒนานวัตกรรมสมาร์ทอุปกรณ์ในประเทศจีน เมื่อนับถึงช่วงสิ้นไตรมาสที่สามในปีนี้ อินเทลได้ส่งมอบแท็บเล็ตออกสู่ตลาดแล้วกว่า 30 ล้านเครื่อง มีแท็บเล็ตออกวางจำหน่ายกว่า 250 รุ่นใน 150 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังได้รับการจัดอันดับโดยบริษัท สแตรทิจี แ อนาไลติกส์[1] ให้เป็นผู้ผลิตชิปประมวลผลสำหรับ   แท็บเล็ตอันดับสองของโลกอีกด้วย หน่วยประมวลผลของอินเทลเป็นหัวใจที่ขับเคลื่อนอุปกรณ์มากมายหลายรุ่นสำหรับทุกความต้องการ รวมถึงแท็บเล็ตดีไซน์แปลกใหม่จากแบรนด์เอเชียอย่าง Acer Aspire Switch 10, Asus Memo Pad 7, LG Tab Book และ the Toshiba Dynabook Tab S3.

2. นวัตกรรมหน่วยประมวลผลบนอุปกรณ์หลากหลายรูปแบบ

อินเทลยังคงสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับหน่วยประมวลผลในอุปกรณ์พกพา เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆ มีประสิทธิ ภาพสูงขึ้น แบตเตอรี่ใช้งานได้นานยิ่งขึ้น และมีคุณสมบัติที่หลากหลายกว่าเดิม ทั้งยังมีรูปลักษณ์ที่บางเบา พกพาได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นในรูปของคอมพิวเตอร์พีซี แล็ปท็อป อัลตราบุ๊ค แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์แบบทูอินวันก็ตาม

ในปีนี้ อินเทลเป็นผู้พัฒนาหน่วยประมวลผลรายแรกของโลกที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีโปรเซสเซอร์ระดับ 14 นาโนเมตร โดยอุปกรณ์รุ่นแรกๆ ที่ใช้ Intel® Core™ M processors (อินเทล® คอร์™ เอ็ม โปรเซสเซอร์) จะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงสิ้นปีนี้ ตามด้วยผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายอื่นๆ จะทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเต็มรูปแบบยิ่งขึ้นในช่วงต้นปี 2558 ทั้งนี้ แบรนด์ผู้ผลิตหลายรายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้เผยโฉมอุปกรณ์ที่ใช้ อินเทล คอร์ เอ็ม โปรเซสเซอร์ ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ Lenovo® Yoga 3 Pro, Acer Aspire Switch 12 และAsus Zenbook UX305.

ขณะเดียวกัน ยังได้มีการเปิดตัวอุปกรณ์ที่ใช้ชิป Intel® Atom™ processor Z3000 series (อินเทล®   อะตอม™ Z3000 ชื่อรหัส เบย์ เทรล) เพื่อเสริมสมรรถนะและมอบประสบการณ์การใช้งานของอุปกรณ์ขนาดพกพาที่ใช้งานได้ทั้งระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 และแอนดรอยด์ นอกจากนี้ อินเทลยังได้เปิดตัวชิปเซ็ตโมเด็มเทคโนโลยี LTE-Advanced รุ่น XMM™ 7260 ในสมาร์ทโฟน ซัมซุง กาแลคซี่ อัลฟ่า โดยโมเด็ม LTE-Advanced รุ่นนี้ ได้ผ่านการรับรองโดยไชน่า โมบาย ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน จึงเปิดโอกาสให้อินเทลได้เข้าไปมีบทบาททำงานร่วมกับหนึ่งในตลาด LTE ที่คึกคักที่สุดในโลก

3. สร้างสรรค์เทคโนโลยีสำหรับทุกคน

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตกลุ่มประสิทธิภาพเบื้องต้นและราคาไม่สูง อินเทลได้เปิดตัว SoFIAชิป SoC สำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตระดับพื้นฐานที่รวมหน่วยประมวลผลอินเทล® อะตอม™ แบบดูอัลคอร์เข้ากับโมเด็ม 3G ที่ใช้งานได้กับทุกคลื่นความถี่ทั่วโลก ชิป SoFIA นี้ พัฒนาขึ้นในประเทศสิงคโปร์ จึงถือเป็นตัวอย่างของนวัตกรรมใหม่ที่ถือกำเนิด ขึ้นในทวีปเอเชีย โดยจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุปกรณ์คุณภาพในระดับราคาที่เหมาะสมกับตลาดในประเทศกำลังพัฒนา

และในปี 2558 อินเทลก็มีแผนที่จะเปิดตัวชิป SoFIA แบบควอดคอร์ที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ 4G LTE นอกจากนี้ ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างอินเทลและร็อคชิพ ผู้พัฒนาหน่วยประมวลผลเซมิคอนดักเตอร์จากประเทศจีนจะเปิดโอกาสให้เราได้นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านสถาปัตยกรรมระบบและการสื่อสารอย่างกว้างขวางและรวดเร็วยิ่งขึ้น ผ่านทางแท็บเล็ตแอนดรอยด์ที่มีราคาต่ำ โดยเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้นับรวมถึงชิป SoFIA    ควอดคอร์รุ่น 3G ที่มีกำหนดเปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2558

4. สานต่อมรดกแห่งนวัตกรรม

อินเทลยังคงพัฒนาชิปประมวลผลให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามกฎของมัวร์ ด้วยการลงทุนในนวัตกรรมล่าสุดสำหรับทุกตลาด ทั้งในด้านประสิทธิภาพการทำงาน การใช้พลังงาน จำนวนทรานซิสเตอร์ และความคุ้มค่า ความก้าวหน้าในด้านต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิป อย่างไม่หยุดยั้ง จนนำไปสู่การนำหน่วยประมวลผลเทคโนโลยี 14 นาโนเมตรรุ่นแรกของโลกเข้าสู่สายการ ผลิตก่อนคู่แข่งทุกรายในตลาด ทั้งนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ผลิตอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงที่ทำงานโดยใช้พลังงานเพียงน้อยนิด ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องใช้อัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับ Internet of Things

เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 20 ปีของแบรนด์ Pentium® (เพนเทียม®) อันเป็นส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์ของอินเทล เราจึงได้เปิดตัวชิปประมวลผลเพนเทียม G3258 รุ่นพิเศษ ที่ผู้ใช้สามารถโอเวอร์คล็อกได้

5. ยกระดับประสบการณ์การใช้งาน

อินเทลได้เปิดตัวเทคโนโลยี RealSense™ (เรียลเซนส์) เพื่อยกระดับนวัตกรรมด้านการรับคำสั่งจากสภาพ แวดล้อมของอุปกรณ์ต่างๆ (หรือ Perceptual Computing) ผ่านทางคุณสมบัติอย่างระบบกล้องที่สามารถอ่านความลึกจากภาพได้ทำให้สามารถรับคำสั่งจากท่าทางมือของผู้ใช้ แผงไมโครโฟนคู่ เทคโนโลยีสแกนภาพสามมิติ จดจำใบหน้าผู้ใช้ และระบบรับคำสั่งด้วยเสียง คุณสมบัติทั้งหมดของ RealSense™ ทำให้เราสามารถพัฒนาอุปกรณ์รูปแบบใหม่ที่เข้าใจความต้องการของผู้ใช้  จึงถือเป็นการบุกเบิกยุคใหม่อย่างแท้จริง ขณะนี้ มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระกว่า 60 ราย ที่กำลังสร้างสรรค์โซลูชั่นต่างๆ สำหรับแพลตฟอร์มนี้ ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้งานเทคโนโลยี RealSense™ รุ่นแรกอย่างแท็บเล็ต Dell Venue 8 7000 Series (เดลล์ เวนิว 8 7000 ซีรีส์) ก็ได้เปิดตัวออกสู่ สายตาชาวโลกไปเป็นที่เรียบร้อยในงานไอดีเอฟ ทั้งนี้ อินเทลยังได้ประกาศการพัฒนาเทคโนโลยีอีกมากมายเพื่อพลิกโฉมการใช้งานคอมพิวเตอร์พีซีให้กลายเป็นประสบการณ์แบบไร้สายที่สมบูรณ์แบบ และขจัดความวุ่นวายของสายไฟและสายเคเบิลเชื่อมต่ออุปกรณ์ชนิดต่างๆ ส่วนเทคโนโลยีสแกนม่านตา ActiveIRIS® (แอคทีฟไอริส) ที่นำมาจัดแสดงบนสมาร์ทโฟนรุ่นต้นแบบที่ใช้ชิปประมวลผล Intel® Atom™ Z3500 processor series ก็ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ด้านความปลอดภัยที่ทั้งรวดเร็วและเชื่อถือได้สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน

6. บุกเบิกอุปกรณ์เพื่อการสวมใส่

นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ว่าตลาดอุปกรณ์ประมวลผลเพื่อการสวมใส่ ( wearables) จะเติบโตขึ้นถึง 4 เท่า ตัวภายในปี 2560[2] ด้วยเหตุนี้ อินเทลจึงเดินหน้าจับมือกับพันธมิตรทางเทคโนโลยีหลายราย ไม่ว่าจะเป็น Fossil Group, Inc*,Opening Ceremony* และ SMS Audio LLC* เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ประมวบผลเพื่อการสวมใส่สำหรับการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้ อินเทลยังได้ซื้อกิจการของบริษัท BASIS Science Inc ผู้พัฒนาอุปกรณ์เก็บข้อมูลด้านสุขภาพที่ล้ำยุคที่สุดอย่าง Basis band.

เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ในตลาดอุปกรณ์เพื่อการสวมใส่และเซนเซอร์ตรวจจับต่างๆ   อินเทลจึงได้จัดตั้งโครงการและการแข่งขันในด้านดังกล่าวมากมาย ทั้งในรายการ Make it Wearable, Analytics for Wearables และRealSense Technology App ส่วนการเปิดตัว Intel® Edison (อินเทล® เอดิสัน)  คอมพิวเตอร์ดูอัลคอร์ขนาดจิ๋วที่ใช้หน่วยประมวลผลควาร์ก (Quark-based computer) มีราคาต่ำ และมีรูปร่างและขนาดเท่ากับเอสดีการ์ดทั่วไป ก็ถือเป็นการสนับสนุนนวัตกรรมใหม่ในวงการนี้เช่นกัน

7. เชื่อมต่อเครือข่ายแห่งอนาคต
เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) จะเชื่อมต่อสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ กว่า 50,000 ล้านชิ้นเข้าด้วยกันภายในปี 2563[3]และเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น อินเทลได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Open Interconnect Consortium และ Industrial Internet Consortium เพื่อร่วมสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีดังกล่าวและผลักดันให้เกิดการสร้างมาตรฐานสำหรับการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ อินเทลยังได้จับมือกับพันธมิตรหลายรายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการนำเทคโนโลยีเครือข่ายไปใช้งานอย่างกว้างขวางในหลากหลายอุตสาหกรรม ดังเช่นในโครงการวิจัยร่วม Project Mobii ซึ่งเป็นการร่วมค้นคว้าวิจัยด้านยานยนต์อัจฉริยะร่วมกับฟอร์ด

อินเทลและชุงฮวา เทเลคอม ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านนวัตกรรม IoT คลาวด์ และเครือข่ายที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ (Software-Defined Networking; SDN) โดยชุงฮวา เทเลคอมเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายแรกของเอเชียที่จับมือกับอินเทลเพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี IoT และความร่วมมือนี้ก็เป็นโครงการวิจัยนวัตกรรม IoT โครงการที่ห้าของอินเทลทั่วโลก โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาระบบสมาร์ทโฮม ระบบจัดการพลังงาน และระบบจัดการยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์เป็นหลัก

นอกจากนี้ อินเทลและมิตซูบิชิ อิเล็กทริก ยังได้ประกาศความร่วมมือเพื่อพัฒ นาระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้งานเทคโนโลยี IoT แบบครบวงจร ควบคู่กับการวิเคราะห์ข้อมูลจากระบบดังกล่าว ทั้งสองบริษัทได้ร่วมกันนำระบบอัตโนมัติรูปแบบใหม่นี้มาทดลองใช้ที่โรงงานของอินเทลในประเทศมาเลเซีย     เพื่อพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ของเทคโนโลยี IoT ในภาคธุรกิจ ทั้งการใช้งานเครื่องจักรกลที่ต่อเนื่องและยาวนานยิ่งขึ้น ศักยภาพการผลิตที่แข็งแกร่งขึ้น และการวางแผนซ่อมบำรุงอุปกรณ์ต่างๆ ล่วงหน้า ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ชิ้นส่วนต่างๆ ของระบบจะเสื่อมสภาพลงจนไม่สามารถใช้งานได้

สำหรับประเทศไทย อินเทลได้ทำงานใกล้ชิดกับพันธมิตรทางธุรกิจ Embedded อาทิ Advantech, ADLINK, Dell OEM, และ QNAP เพื่อให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ของ loT ใช้งานได้จริง รวมถึงการสรรสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ๆในโครงสร้างภายในของ loT แบบครบวงจร ทั้งในภาคธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรม พลังงาน และการสื่อสารร

8. เปิดโลกใหม่กับ “บิ๊ก ดาต้า”

อินเทลได้เปิดตัวชิปประมวลผลตระกูล Intel® Xeon® processor E7 v2 (อินเทล ซีออน E7 V2 โปรเซสเซอร์) และIntel® Xeon® processor E5-2600/1600 v3 (อินเทล ซีออน E5-2600/1600 V3 โปรเซสเซอร์)  ออกสู่ตลาดเพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมสามารถจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน กว่าร้อยละ 81 ของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังที่สุด 500 เครื่องทั่วโลก[4]เลือกใช้ชิปประมวลผลจากอินเทล และชิปรุ่นใหม่เหล่านี้ก็จะเข้ามาตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ของผู้ใช้งานระบบศูนย์ข้อมูล (data center) เพื่อให้สามารถรับมือได้กับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการใช้พลังงานและความปลอดภัยอีกด้วย

9. ผู้นำแห่งอนาคต

อินเทลเชื่อว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นหัวใจของการสร้างสรรค์นวัตกรรม ดังจะเห็นได้จากงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนานาชาติของอินเทล (Intel ISEF) ซึ่งเป็นการแข่งขันโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมปลายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก โดยในปีนี้ นาธาน ฮาน วัย 15 ปี สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศไปครองได้สำเร็จจากผลงานซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษาวิจัยการกลายพันธุ์ของยีนอันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านม ส่วนในปีนี้ โครงงานวิทยาศาสตร์ “ผลของสารจากพืชบางชนิดที่มีต่อเปอร์เซ็นต์การฟักเป็นตัวของไข่และการตายของหอยเชอร์รี่ หอยทากสยาม และหอยทากยักษ์แอฟริกา”  โดยนายวันทา กำลัง และนายภัทรพงศ์ ลิมปวัฒนะ จาก โรงเรียนพนมสารคามพนมอดุลวิทยา ประเทศไทย ได้รับรางวัลชนะเลิศมูลค่า 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นรางวัลที่ 4 ในหมวดพืชวิทยา

บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเลือกเป็นองค์กรดีเด่นผู้ทำประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ในสาขาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี จากทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รางวัลอันทรงเกียรตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีในหมู่เยาวชน ซึ่งรวมไปถึงการสนับสนุนการแข่งขันวิทยาศาสตร์ระดับชาติของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เช่นเดียวกับการสนับสนุนการพัฒนาศูนย์สะเต็มศึกษาในประเทศไทย (สะเต็มศึกษาประกอบด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิศวกรรมศาสตร์ และ คณิตศาสตร์)

10. เพื่อโลกในอนาคตที่ดีกว่า

นอกจากความสำเร็จในด้านนวัตกรรมแล้ว อินเทลยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลกด้วยเทคโนโลยี โดยบริษัทได้ประกาศแผนงานที่จะยุติการนำเข้าแร่วัตถุดิบจากพื้นที่ภายใต้ข้อขัดแย้ง (conflict minerals) ในทุกขั้นตอนการผลิต[5] และยังได้รับเลือกให้เป็นองค์กรดีเด่นอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในด้านการใช้พลังงานหมุนเวียนอีกด้วย

อินเทลยังคงมุ่งมั่นในการลดช่องว่างด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีและเสริมสร้างความเท่าเทียมทางสิทธิระหว่างชายและหญิง ผ่านการเปิดโอกาสให้เด็กผู้หญิงในหลายประเทศทั่วโลกได้พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ และก้าวเดินสู่อนาคตได้อย่างมั่นใจ สำหรับประเทศไทย อินเทลได้ร่วมมือกับ Plan International ในโครงการ Intel® Learn Easy Steps เพื่อเปิดศูนย์ฝึกอบรมอาชีวศึกษา 2 แห่ง (จังหวัดระยองและนครปฐม) เยาวชนหญิงในศูนย์ฝึกอบรมทั้งสองแห่งนี้ได้ทำงานร่วมกันและริเริ่มธุรกิจขนาดเล็ก โดยใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในการพัฒนาแผนธุรกิจ การคำนวณต้นทุน และการติดตามการดำเนินงานธุรกิจ นอกจากนี้ อินเทลร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ในการพัฒนาและทดสอบค่ายต้นแบบฝึกสอนการเขียน แอพพลิเคชั่นมือถือสำหรับเยาวชนหญิงในระดับมัธยมต้น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหญิงเหล่านี้เห็นภาพว่าตนเองสามารถเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีได้ในอนาคตได้เช่นเดียวกัน

ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา อินเทลได้ร่วมอบรมและเสริมศักยภาพให้กับบุคลากรครูกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก เพื้อสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้แก่การพัฒนาศึกษาในอนาคต ในปีนี้ อินเทล ประเทศไทย ได้เปลี่ยนรูปแบบการอบรมเป็นแบบออนไลน์ด้วยหลักสูตร Intel Teach Element นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรฝึกอบรม Intel Educate Future Scientists ที่กำลังเริ่มใช้ในปีนี้ โดยเป็นการร่วมมือการระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติและองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)    อินเทลได้เปิดโครงการความร่วมมือในการเร่งการพัฒนาสะเต็มศึกษา (STEM Acceleration Partnership) ด้วยการทำงานร่วมกับหลากหลายสถาบันโดยเฉพาะ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เพื่อส่งเสริมสะเต็มศึกษาในประเทศไทย

นอกจากนี้  อินเทลยังเล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลในปริมาณมหาศาล (big data analytics) ในการรักษาโรคร้ายต่างๆ จึงได้ประกาศความร่วมมือกับ มูลนิธิไมเคิล เจ ฟ็อกซ์เพื่อทำการวิจัยและรักษาโรคพาร์กินสัน

CREDIT:

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

IoT (Internet of Things)

IoT (Internet of Things)

IoT (Internet of Things)

The meaning of the Internet of Things

Internet of Things = loT or “Internet of things” means something different. Everything is linked to the Internet. Humans can command Use control devices Via the Internet as an open – closed. Electrical appliances, cars, cell phones. communication tool Office equipment Agricultural Agricultural, industrial and residential use in everyday life. Via the Internet, etc. If that day comes full. There is also hugely beneficial And vulnerable at the same time because the security of network devices and the Internet is not good enough. To make a compromise to commit unwanted devices, information or privacy of individuals, so the development of Internet of Things, it is necessary to develop measures and techniques for IT security strategy. to

Internet_of_Things

ความหมายของ Internet of Things

Internet of Things = loT หรือ “อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง” หมายถึง การที่สิ่งต่างๆ ถูกเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต ทำให้มนุษย์สามารถสั่งการ ควบคุมใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น การสั่งเปิด-ปิด อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องมือสื่อสาร เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องมือทางการเกษตร เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม อาคาร บ้านเรือน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น หากวันนั้นมาถึงอย่างเต็มรูปแบบ จะเป็นทั้งประโยชน์อย่างมหาศาล และความเสี่ยงไปพร้อมๆ กัน เพราะหากระบบรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไม่ดีพอ จะทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามากระทำการที่ไม่พึงประสงค์ต่ออุปกรณ์ข้อมูลสารสนเทศหรือความเป็นส่วนตัวของบุคคลได้ ดังนั้น การพัฒนาไปสู่ Internet of Things จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนามาตรการและเทคนิคในการรักษาความปลอดภัยไอทีควบคู่กันไปด้วย   ดูเพิ่มเติม www.facebook.com/Iot.Asean

“เดลล์” จับมือ “ซัยโจเดนกิ” สร้างแอร์อัจฉริยะ

เมื่อเทคโนโลยี Internet of Things (IOT)เข้ามาสู่ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น

เมื่อวันที่ (21 พ.ค.) บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท ซัยโจ เดนกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ เพื่อสร้างระบบ “อินเทลลิเจนท์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอร์ คอนดิชันเนอร์” ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่เครื่องปรับอากาศสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

dst15-ssa1

นายอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเข้าสู่ยุคที่ทุกอย่างสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ หรือ Internet of Things (IOT) ทำให้บริษัทจัดตั้งหน่วยงาน Dell OEM เพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ในลักษณะร่วมกับผู้ผลิต หรือผู้ให้บริการในธุรกิจต่าง ๆ เพื่อก้าวสู่ยุค IOT ได้เต็มรูปแบบ

“ในประเทศไทยตอนนี้เดลล์เริ่มต้นกับซัยโจ เดนกิก่อน เพราะต้องการตอบโจทย์ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้น โดยระบบเครื่องปรับอากาศนี้จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลอุณหภูมิภายในดาต้าเซ็นเตอร์ หรือโฮสติ้งต่าง ๆ ได้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายต่อปีได้หลายหมื่นบาท ที่สำคัญสามารถมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้เช่นกัน”

dst15-ssa2

ด้านนายธันยวัฒน์ จิตติพลังศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ของซัยโจ เด็นกิ กล่าวว่า ในปี 2559 บริษัทจะนำเทคโนโลยีนี้มาพัฒนาเพื่อใช้ในเครื่องปรับอากาศที่จำหน่ายกับผู้บริโภคทั่วไป หลังจากที่พัฒนาระบบตรวจสอบเครื่องปรับอากาศผ่านแอปพลิเคชั่นมาระยะหนึ่ง

ในอนาคตอีกไม่ไกล เทคโนโลยีในด้าน Internet of Things (IOT)จะเข้ามาสู่ในเครื่องใช้ไฟฟ้า รอบตัวเรามากขึ้น ช่วยประหยัดพลังงานและอำนวยความสะดวกให้แก่เรามากยิ่งขึ้น
Cr:ประชาชาติธุรกิจ

IoT ความท้าทายจากฝันสู่ความจริง

ในทุกวันนี้ จะสังเกตได้ว่าทุกอย่างรอบตัวเราถูกเชื่อมโยงด้วยอินเตอร์เนต เราใช้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เนตเป็นเรื่องธรรมดาในชิวิตประจำวัน สามารถใช้จัดการงานทุกอย่างให้ง่ายขึ้นด้วยสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว

การเกิดขึ้นของนวัตกรรมอย่าง “Internet of Things” หรือ IoT ที่อุปกรณ์จะสื่อสารหรือส่งข้อมูลถึงกันเอง หรือ “M2M” (Machine-to-Machine Communication) ได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์มาสั่งการโดยตรง ตัวอย่างเช่น ตู้เย็นสั่งอาหารหรือข้าวของที่ขาดไปได้เองโดยตรงกับระบบออนไลน์ช้อปปิ้ง เสื้อผ้าที่เมื่อสวมใส่จะสามารถบอกอุณหภูมิร่างกายและความผิดปรกติของการเต้นของหัวใจ ช่วยให้แพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยในยามฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นับเป็นการจุดประกายไอเดียให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมและนักคิดที่ต่างหันมามองถึงความเป็นไปได้จริงในเชิงอุตสาหกรรม และอาจส่งผลกระทบทางสังคมต่อความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของผู้คนที่ไม่ต้องการให้ระบบมารับรู้ข้อมูลการใช้ชีวิตประจำวันของเรา

ssa-iot1

ในขณะเดียวกันค่ายอุตสาหกรรมใหญ่ต่างก็ตื่นตัวเพื่อรับมือกับการเกิดขึ้นของนวัตกรรมนี้ โดยบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายซิสโก้ เชื่อว่าในปี 2558 จะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตถึง 25 ล้านชิ้น และจะเพิ่มขึ้นเป็น 50 ล้านชิ้นในปี 2563 ซึ่งอาจสร้างมูลค่ากว่า 14 ล้านล้านเหรียญให้กับอุตสาหกรรม จนกล่าวได้ว่าการเกิดขึ้นของนวัตกรรม IoT อาจเป็น Disruption ครั้งใหญ่ของระบบสื่อสารโทรคมนาคมและการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต

สานฝันให้เป็นจริง
ความฝันของ IoT ที่จะเกิดการเชื่อมต่อของอุปกรณ์เพื่อส่งข้อมูลหรือคุยกันเองได้ เช่น อุปกรณ์ในครัวเรือน ในธุรกิจ หรือแม้แต่ภาคเกษตรและกสิกรรม ของใช้ส่วนตัวอย่าง กำไลข้อมือ เสื้อผ้า หรือแม้กระทั่งจากรถยนต์ขณะขับเคลื่อน จะเกิดเป็นจริงได้ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งในเรื่องของฮาร์ดแวร์ มาตรฐานด้านการออกแบบและโปรโตรคอลของการทำงาน มาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูล (Security) นโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy) และความเป็นเจ้าของข้อมูลที่ต้องถูกนำมาใช้ได้จริงในภาคการผลิตและอุตสาหกรรม ตลอดจนการทำงานระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ให้สามารถมองเห็นและเชื่อมต่อถึงกันได้

เชื่อว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าอุปกรณ์ IoT จะสามารถทำงานได้เสมือนคอมพิวเตอร์ขนาดย่อมที่มีโพรเซสเซอร์ขนาดจิ๋วกำลังสูงอยู่ในตัว และมีหน่วยความจำ (Memory) ที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะเก็บข้อมูลและโปรเซสข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้อยู่ในอุปกรณ์ขนาดเล็กเหล่านี้

แต่อย่างไรก็ตามการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) ที่เกิดจากกิจกรรมของ IoT ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล จัดเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากมายจึงเป็นต้นทุนที่สูง

ssa-iot

พบว่าผู้นำค่ายดิจิตัลเกือบทุกรายต่างต้องสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อการบริหารและจัดการข้อมูลจำนวนมากนี้ อย่างเช่น กูเกิล ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวน 6 แห่งในอเมริกา 3 แห่งในยุโรป 2 แห่งในเอเซีย และหนึ่งแห่งในอเมริกาใต้ แต่การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากก็นับเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ IoT ทำงานได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

เน็สท์ (Nest.com) หนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิดด้าน IoT ในฐานะผู้ผลิตเทอร์โมสแตทแห่งอนาคตเพื่อควบคุมอุณหภูมิในบ้านโดยการตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้อยู่อาศัย ช่วยแสดงให้เราเข้าใจถึงการทำงานของ IoT กับชีวิตประจำวันของผู้คนในบ้านได้ดีขึ้น แต่แนวคิดเกียวกับ IoT นี้ได้สร้างความกังวลที่มีต่อความเป็นส่วนตัวและการเป็นเจ้าข้อมูลที่นักพัฒนาบางกลุ่มมุ่งสนใจในขณะนี้ จนมีความคิดในการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ในการสื่อสารของ IoT

ในโครงการ Omelette ซึ่งกำหนดโมเดลการเป็นเจ้าของข้อมูลไว้กับบุคคล โดยแยกการเก็บข้อมูลนี้ออกจากระบบและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลส่วนตัวถูกเก็บไว้กับเจ้าของเท่านั้นและจะถูกนำไปใช้ได้เมื่อได้รับอนุญาต โดยจะไม่มีการเก็บข้อมูลไว้ที่อื่นนอกจากเก็บไว้ในอุปกรณ์ของเจ้าของข้อมูลเท่านั้น จึงนับเป็นแนวคิดที่จะปกป้องข้อมูลความเป็นส่วนตัวและร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ IoT

แอปเปิ้ลเร่งเครื่อง IoT
กล่าวถึง “HealthKit” ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาของแอปเปิ้ล ก็มีแนวโน้มที่จะเปิดตัวฟังก์ชั่นพิเศษนี้ในไอโฟน 6 ในเดือนกันยายนนี้ โดยมีข่าวว่าแอปเปิ้ลได้เริ่มทำงานกับพันธมิตรทางการแพทย์หลายรายรวมถึงมหาวิทยาลัย Johns Hopkins และ Epic Systems โดย HealthKit จะช่วยให้แอปเปิ้ลจะส่งข้อมูลด้านสุขภาพ ซึ่งรวมถึงความดันโลหิต และการเต้นของหัวใจให้กับพันธมิตรเพื่อใช้ในการให้บริการต่อยอดออกไปได้

ดังนั้นคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ธุรกิจจะต้องรับมือกับการเกิด Digital Disruption ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อย่างไอโฟนและไอแพดที่เราคุ้นเคยแล้ว หรือเทรนด์ที่อาจกำลังจะเกิดขึ้นใหม่อย่าง IoT ถึงแม้ว่าจะยังมีอุปสรรคและความท้าทายอีกมากกับนวัตกรรม IoT แต่เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่จากทุกค่ายธุรกิจทั้งแอปเปิ้ล ไอบีเอ็ม กูเกิล ซัมซุง ซิสโก้ จีอี ตลอดจนรัฐบาลในหลายประเทศต่างขยับตัวเข้าร่วมในสนามนี้ จึงคงเป็นเพียงเรื่องของเวลาว่า IoT จะถูกพัฒนาจนใช้งานได้และเชื่อมโยงอุปกรณ์และการสือสารเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่สร้างโอกาสทางธุรกิจและการผลิตอีกมากมาย

การเคลื่อนไหวในแต่ละครั้งของนวัตกรรม IoT จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกมองข้าม แต่นักธุรกิจควรมองหาทางที่จะนำเอานวัตกรรมนี้มาสร้างประโยชน์กับองค์กรอย่างดีที่สุดและทันการณ์มากกว่า

ก้าวต่อไปของโลกจะต้องเข้าสู่ยุคของ “Internet of Things” หรือ IoT อย่างเต็มตัวโดยไม่ต้องสงสัยและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราต่างหากพร้อมแล้วหรือยัง ที่จะปรับตัวครั้งสำคัญอีกครั้งที่จะนำเอาเทคโนโลยีต่างๆที่เกิดขึ้นทั่วโลก มาปรับใช้ในชิวิตประจำวันของเรา เพื่ออยู่กับเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้นทุกวันอย่างมีความสุข

ที่มาของข้อมูล : xmthomasidea

CREDIT: http://www.ssanetwork.com/iot-internet-of-things/

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ฟอร์ติเน็ตเผยผลสำรวจ “Internet of Things: Connected Home”

ฟอร์ติเน็ตเผยผลสำรวจ “Internet of Things: Connected Home” พบว่าข้อมูลหาย มัลแวร์ และการเข้าใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากที่สุด

ฟอร์ติเน็ตผู้นำด้านความปลอดภัยเครือข่ายทรงประสิทธิภาพเปิดเผยผลการสำรวจแนวคิด “อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง: บ้านที่มีการเชื่อมโยง” (Internet of Things: Connected Home) ที่สอบถามกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นเจ้าของบ้านใน 11 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในเรื่องการยอมรับ ความเป็นส่วนตัว การความปลอดภัยของข้อมูล และข้อที่กลุ่มลูกค้ายินดีทำถ้าจะให้ Internet of Things (IoT) เกิดขึ้นในบ้าน

มร.จอห์น แมนดิชั่น รองประธานฝ่ายการตลาดที่ฟอร์ติเน็ตกล่าวว่า “อ้างอิงบริษัทวิจัยอุตสาหกรรม ไอดีซี พบว่าตลาด IoT น่าจะมีมูลค่าสูงถึง 71พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 และผู้ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการขาย IoT คือผู้ที่สามารถหาจุดสมดุลย์ของการเชื่อมโยงอุปกรณ์ในบ้านกับการรักษาข้อมูลที่เหมาะสม รวมถึงฟังคชั่นการใช้งานของอุปกรณ์”

การสำรวจได้เสร็จสิ้นลงในเดือนมิถุนายน คศ. 2014 ซึ่งได้ถามเจ้าของบ้านที่มีความรู้การด้านเทคโนโลยี 1,801 คนทั่วโลก ซึ่งเป็นจำนวน 750 คนในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกอันได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย มาเลย์เซียและไทย คำถามจะเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่งโดยเน้นที่ด้านการเชื่อมโยงอุปกรณ์ในบ้านผ่านอินเทอร์เน็ต (Connected Home) ผลจากการสำรวจที่สำคัญๆ มีดังนี้

fortinet-Connected-home-poster2

Connected Home นั้นเป็นเรื่องจริง – ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (ร้อยละ 61) เชื่อว่า Connected Home ที่หมายถึง บ้านที่ใช้อุปกรณ์ในครัวเรือนและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้อย่างลงตัว มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นความจริงในอีกห้าปี โดยที่ผู้ตอบในประเทศจีนมีความเห็นด้วยในเรื่องนี้มากที่สุดในโลก คือ 84%

• สำหรับในประเทศไทย มีผู้ตอบ 61% เลือกคำตอบที่ว่า ความเห็นด้วยว่า Connected home มีแนวโน้มอย่างมากที่จะกลายเป็นความจริงในอีกห้าปี เจ้าของบ้านเป็นห่วงเรื่องการละเมิดข้อมูลของตน – ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่ามีกังวลต่อการเชื่อมต่อเครื่องอาจทำให้เกิดการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ทั่วโลกร้อยละ 69 กล่าวว่าพวกเขามีทั้ง “กังวลมาก” หรือ “ค่อนข้างห่วง”

• ผู้ตอบแบบสอบถามในไทยร้อยละ 69 กล่าวว่าพวกเขามีทั้ง “กังวลมาก” หรือ “ค่อนข้างห่วง” เช่นกัน

ให้ความสำคัญเรื่องความเป็นส่วนตัวและความไว้ใจ – ในคำถามที่ถามเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่อุปกรณ์รวบรวมไปได้นั้น ส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกกล่าวว่า “ความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับฉันมาก และฉันไม่มีความไว้วางใจว่า จะมีการนำไปใช้ข้อมูลเหล่านี้อย่างไร” อินเดียนำการตอบสนองต่อคำถามนี้ระดับโลก โดยอยู่ที่ร้อยละ 63

• ร้อยละ 60 ของผู้ตอบในประเทศไทยเห็นด้วยกับคำตอบนี้

ความปลอดภัยของข้อมูลเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด – ต่อเนื่องมาจากเรื่องความเป็นส่วนตัว มีคำถามสำหรับผู้ตอบแบบสอบถามว่า พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรถ้าอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อบ้านแอบเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาและใช้งานร่วมกันกับผู้อื่น ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 62) เลือกตอบว่า “ถือว่าเป็นละเมิดอย่างสมบูรณ์และโกรธมากถึงจุดที่ฉันจะกระทำอะไรบางอย่างได้” โดยมีการตอบสนองต่อคำถามนี้อย่างแข็งกร้าวมาจากแอฟริกาใต้ มาเลเซียและสหรัฐอเมริกา

• ร้อยละ 50 ของผู้ตอบในประเทศไทยเห็นด้วยกับคำตอบว่า “ถือว่าเป็นละเมิดอย่างสมบูรณ์และโกรธมากถึงจุดที่ฉันจะกระทำอะไรบางอย่างได้”

ผู้ใช้งานต้องการควบคุมว่าใครสามารถเข้าถึงข้อมูลที่รวบรวมไปได้ – ต่อคำถามที่ถามว่าใครควรเข้าถึงข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมโดยเครื่องใช้ในบ้านได้บ้าง มีร้อยละ 66 ระบุว่ามีเพียงตัวเองหรือผู้ที่พวกเขาอนุญาตให้เองควรจะมีข้อมูลเหล่านี้

• 68% ของผู้ตอบในประเทศไทยต้องการการควบคุมการเก็บรวบรวมข้อมูลได้เอง และอีกประมาณ 28% ของผู้ตอบในไทยรู้สึกว่าผู้ผลิตอุปกรณ์หรือผู้ให้บริการ (ที่ไม่ใช่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต) ควรจัดเรื่องการเข้าถึงข้อมูล

ผู้บริโภคหวังให้รัฐบาลของพวกเขาควบคุมข้อมูล – ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมาก (ร้อยละ 42) ทั่วโลกระบุว่า รัฐบาลของพวกเขาควรควบคุมการเก็บรวบรวมข้อมูล ในขณะที่ร้อยละ 11 กล่าวว่า ควรมีองค์กรอิสระที่ไม่ใช่รัฐบาลควบคุมบังคับกฎระเบียบด้านข้อมูลที่อุปกรณ์รวบรวมไป

• ร้อยละ 39 จากผู้ตอบในประเทศไทย เห็นด้วยว่ารัฐบาลควรเป็นควบคุมข้อมูลที่อุปกรณ์รวบรวมไป

ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยมากที่สุด – หากมีการพบช่องโหว่ในเครื่องที่Connected home แล้ว ผู้ตอบจำนวน 48% เห็นว่าผู้ผลิตอุปกรณ์จะเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการปรับปรุงและสร้างแพชจ์ (Patching) สำหรับอุปกรณ์ของพวกเขา แต่เกือบ 31 เปอร์เซ็นต์ตอบด้วยว่า “ในฐานะที่ฉันเป็นเจ้าของบ้าน ก็เป็นความรับผิดชอบของฉันเองด้วยที่ต้องแน่ใจว่าอุปกรณ์ของฉันมีการอัปเดทให้ทันสมัยอยู่เสมอ”

• ผู้ตอบในไทย 47% ตอบคล้ายกันว่า ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัย

เลือกเร้าเตอร์และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องรับผิดชอบด้านความปลอดภัยใกล้เคียงกัน – เมื่อเจ้าของบ้านที่ถูกถามเกี่ยวกับวิธีการรักษาความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ที่มีการเชื่อมต่อในบ้านนี้ เกิดความเห็นที่แบ่งเป็นสองกลุ่มในสัดส่วนที่เกือบเท่ากันว่า “เราเตอร์ที่บ้านควรสามารถปกป้องภัยต่างๆ ได้” และอีกกลุ่มเลือกข้อ “ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของฉันควรจะให้การป้องกัน”

• ประเทศไทยก็ไม่ได้แตกต่างจากส่วนที่เหลือของโลกที่มีการตอบที่แยกเป็นสองส่วน 50-50 ใกล้เคียงกันมาก

เจ้าของบ้านยินดีที่จ่ายเพิ่มสำหรับ Connected home –เมื่อถามว่า “คุณจะยินดีที่จะจ่ายสำหรับเราเตอร์ไร้สายใหม่ที่ดีที่สุดสำหรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อบ้านของท่านไหม” ร้อยละ 40 เลือกตอบข้อ “แน่นอน” และอีกร้อยละ 48 ตอบว่า “บางที” ในคำถามในข้อต่อไปนั้น มีมากกว่าร้อยละ 50 กล่าวว่า พวกเขาจะจ่ายมากขึ้นสำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่จะ “ช่วยให้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อในการทำงานทำงานได้ปลอดภัยขึ้น”
• เช่นเดียวกับส่วนที่เหลือของโลก เจ้าของบ้านชาวไทยส่วนใหญ่ยินดีจ่ายมากขึ้น โดยมีร้อยละ 11 เลือกข้อที่ว่าเขาไม่ยินดีจ่ายเพิ่ม

ราคาคือปัจจัยหลัก – ถึงแม้ว่า เจ้าของบ้านจะเต็มใจที่จะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อช่วยให้บ้านของพวกเขาเป็น Connected home แต่เมื่อถามว่าปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของพวกเขา การเลือกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อบ้าน ฟอร์ติเน็ตได้คำตอบที่ตรงกันในทุกประเทศว่าเป็นด้านราคา ตามด้วยคุณสมบัติการทำงานและแบรนด์ของผู้ผลิต

แมนดิชั่นสรุปว่า “อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่งสามารถให้ประโยชน์มากมายกับผู้ใช้ แต่ยังมีประเด็นด้านการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ และในการข้ามอุปสรรคเหล่านี้จะต้องประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยต่างๆ ที่มีความชาญฉลาด รวมถึงศักยภาพในการตรวจสอบตัวตนแบบระยะไกล การเชื่อมต่อเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (วีพีเอ็น) ระหว่างผู้ใช้และเชื่อมต่อบ้านของพวกเขา รวมถึงการป้องกันภัยมัลแวร์ บ็อตเน็ตและแอปพลิเคชั่นด้านการรักษาความปลอดภัย – ซึ่งควรนำมาใช้เป็นแบบบูรณาการโดยผ่านเครือข่ายคลาวด์”

วิธีการสำรวจ

ในการสำรวจแนวคิด “อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง: บ้านที่มีการเชื่อมโยง” (Internet of Things: Connected Home) นี้จัดทำโดย GMI หน่วยงานหนึ่งของ Lightspeed Research ผู้นำด้านการสำรวจออนไลน์ระดับโลก โดยสอบถามกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นเจ้าของบ้าน อายุระหว่าง 20-50 ปีและมีความรู้ด้านเทคโนโลยีระดับหนึ่ง ในประเทศออสเตรเลีย จีน ฝรั่งเศส เยอรมัน อินเดีย อิตาลี มาเลย์เซีย แอฟริกาใต้ สหราชอณาจักรอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และประเทศไทย

CREDIT: http://www.aripfan.com/fortinet-internet-of-things-connected-home/

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น